วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
5 สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการเขียนบล็อกที่คนเข้า 1 ล้านครั้งในครึ่งปี
หลังจากที่ผมเขียนบล็อก nuttaputch.com แบบจริงจังมาเกือบ 2 ปีครึ่ง ดูเหมือนช่วงหลังๆ นั้นบล็อกก็ได้รับความนิยม มีคนเข้ามาอ่านอยู่เรื่อยๆ วันก่อนผมเลยลองเช็คสถิติตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันนี้ว่าเป็นอย่างไร แล้วก็พบว่าตอนนี้มีคนเข้ามาที่บล็อกมากกว่า 1 ล้านครั้งไปแล้ว (ผมไม่ขอเรียกว่า 1 ล้านคนเพราะ Google Analytics เองนับจำนวน Unique Visits แต่ไม่ได้บอกเป๊ะๆ ว่าคือคน) ถ้าว่ากันตามสถิติแล้วก็ถือว่าเป็นอะไรที่ผมค่อนข้างจะอึ้งๆ อยู่เหมือนกัน เพราะย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อนนั้น nuttaputch.com เป็นเหมือนบล็อกเล็กๆ ที่ผมเขียนอะไรไปเรื่อย มีคนอ่านอยู่หลักสิบ แต่ทุกวันนี้มีสถิติการเข้าต่อเดือนร่วม 3-4 แสน แถมอัตราของ Bounce Rate ก็อยู่ที่ประมาณ 5-6% เท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นสถิติที่ค่อนข้างสูงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
อย่างหนึ่งที่ผมลองคิดทบทวนว่าผมมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร อะไรคือปัจจัยหรือรหัสที่ทำให้บล็อกนี้มาถึงจุดนี้ได้ เพราะนั่นน่าจะเป็นสิ่งที่หลายๆ คนถามผมอยู่บ่อยๆ ว่าจะเป็นบล็อกเกอร์ดังๆ ได้อย่างไร (เอาจริงๆ ผมไม่ชอบการถามแบบนี้เท่าไร เพราะมันไม่ใช่เรื่องของ “ดัง” หรือ “ไม่ดัง” เลยในความคิดของผม) หรือเขียนบล็อกอย่างไรให้คนเข้ามาอ่านเยอะๆ และไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมเลยขอเขียนบล็อกนี้สรุปสิ่งที่ผมเรียนรู้จากเรื่องนี้แล้วกันนะครับ
1. ทำอะไรต้องมีโฟกัส
ถ้าใครตามบล็อกของผมยุคแรกๆ จะเห็นว่าผมเขียนบล็อกไปเรื่อยๆ เหมือนไดอารี่ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเพราะผมดันเป็นพวกมีความสนใจเยอะพอสมควร ตั้งแต่เรื่องศิลปะ หนัง ละคร เทคโนโลยี การตลาด ฯลฯ เลยทำให้หัวข้อของบล็อกมีความหลากหลายเอามากๆ ประเภทนึกอะไรออกก็เขียนไปเรื่อย
อย่างไรก็ตาม ถึงจุดหนึ่งผมก็เริ่มตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้บล็อกของเรามีคุณภาพและประสิทธิภาพมากกว่านี้ ผมนึกกลับไปยังไอเดียที่หลายๆ คนมักพูดว่าจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง มันก็ควรมีโฟกัสที่ชัดเจน การทำ Content Marketing เองก็บอกว่าเราไม่ต้องพูดทุกเรื่อง แต่เราควรพูดเรื่องที่เราคิดว่ามีคุณค่าและตรงกับสิ่งที่คนอ่านอยากจะอ่าน และนั่นจะทำให้บล็อกของเรามีคุณค่ากับพวกเขา พอผมคิดแบบนี้แล้วผมเลยเลือกจะโฟกัสเนื้อหาสำคัญของบล็อกอยู่ที่เรื่อง Content Marketing / Digital Marketing เป็นหลักโดยมีเคล็ดลับมนุษย์เงินเดือนเป็นเนื้อหาเสริ่ม เพราะผมมองว่านี่คือสิ่งที่ผมอยากเล่าให้คนฟังมากที่สุด (และมันก็คือภาพที่ผมอยากให้คนจดจำด้วยเช่นกัน) โดยหลังจากนั้นผมก็ต่อยอดตัวเคล็ดลับมนุษย์เงินเดือนให้กลายเป็น Life / Work Hacking อีกทีหนึ่ง
ด้วยเนื้อหาหลักที่วนอยู่ 4 เรื่องนี้เอง ทำให้ผมโฟกัสกลุ่มเป้าหมายและประเด็นพูดได้มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงและเกี่ยวเนื่องกัน ไม่เปะปะหรือจับฉ่ายเพื่อให้คนที่ติดตามรู้สึกได้ว่าผมจะไม่ออกทะเล มันทำให้บล็อกของผมมีเนื้อหาที่โฟกัสชัดเจนเหมือนนิตยสารที่มีคาแรคเตอร์และคอลัมน์ที่เป็นเอกลักษณ์จริงๆ ซึ่งนั่นทำให้มันเข้าถึงคนที่ต้องการเนื้อหาพวกนี้จริงๆ
2. ทำอะไรต้องต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
ทุกวันนี้ ผมเขียนบล็อก nuttaputch.com เป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว เรียกได้ว่าในแต่ละวันผมจะมีอย่างน้อย 1 บล็อกมาเล่าเรื่องในหัวข้อที่ผมโฟกัสนี่แหละ เว้นเสียแต่วันไหนมีเหตุจำเป็นหรือเหตุฉุกเฉิน เรื่องนี้เป็นการสร้างวินัยให้กับผมอย่างมาก เช่นเดียวกับการบริหารความคิดของผมอยู่ตลอดเวลา
หลายๆ คนถามผมว่าไม่เบื่อหรือเหนื่อยเหรอที่เขียนบล็อกทุกวัน มันเป็นเรื่องยากหรือเปล่า เอาจริงๆ มันก็เป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกันสำหรับช่วง 1-2 เดือนแรก แต่ทุกวันนี้ผมมองว่าการเขียนบล็อกเป็นเรื่องปรกติของชีวิต มันกลายเป็นธรรมชาติของผมไปแล้ว นอกจากนี้การบังคับตัวเองให้เขียนมาตลอด 2 ปีกว่าทำให้ผมพัฒนาทักษะการเขียนขึ้นอย่างมาก เช่นเดียวกับทักษะการอ่าน รวบรวมข้อมูล และคิดว่าจะเขียนบล็อกอย่างไรได้บ้าง มันทำให้ผมรู้จักวางแผนว่าวันนี้มีเวลาเท่าไรในการเขียนบล็อก จะเขียนอย่างไรให้เวิร์ค ฯลฯ
ครั้นพอเราทำต่อเนื่องกันตลอด แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือคนอ่านเองก็จะรู้สึกอยู่เสมอว่าบล็อกของผมมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มันเป็นบล็อกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง มีอัพเดทเนื้อหา แง่คิดให้อ่านอยู่บ่อยๆ จะมากจะน้อย จะยาวจะสั้นก็แล้วแต่วัน แต่พอมันเป็นบล็อกที่ขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา คนที่ชื่นชอบเนื้อหาเองก็จะเกิดการติดตามได้อยู่เสมอเพราะรู้ว่าทุกครั้งที่เข้ามาก็จะมีอะไรใหม่ๆ ในทุกๆ วัน
หนึ่งในเคล็ด (ไม่) ลับที่นักการตลาดคอนเทนต์พูดกันเสมอคือการทำคอนเทนต์ใดๆ นั้นจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่มาประเดี๋ยวประด๋าวแล้วไป จริงอยู่ว่าเราอาจจะเห็นบางคนสำเร็จจากการเขียนบล็อกดังๆ บางบล็อก หรือบางคนดังจากไวรัลวีดีโอบางตัว แต่นั่นเป็นโอกาสที่เกิดขึ้นได้ไม่ง่ายสำหรับทุกๆ คน ฉะนั้นถ้าเราจะทำคอนเทนต์ที่ดีแล้วล่ะก็ มันต้องอาศัยความพยายามและการทุ่มเทที่จะทำอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอนั่นแหละ
3. ทำอะไรต้องรักและให้เกียรติในสิ่งที่ทำ
เราพูดกันเสมอว่าคนเราต้อง Passion ในสิ่งที่ทำ บรรดาบล็อกเกอร์มักพูดกันเสมอว่าจะเป็นบล็อกเกอร์ได้นั้นต้องรักในสิ่งที่เขียนบล็อกไป ข้อนั้นคงเป็นความจริงอยู่เสมอ ผมมักสอนน้องบ่อยๆ ว่าถ้าจะคอนเทนต์ใดๆ นั้น เราต้องคิดให้ขาดว่านั่นคือสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เรารัก และเป็นสิ่งที่เราอยากถ่ายทอด เพราะมันจะทำให้เราอยู่กับการทำงานนั้นๆ ได้โดยไม่คิดว่ามันเป็นงาน (เหมือนกับที่ทุกวันนี้ผมไม่เคยมองว่าการเขียนบล็อกเป็นงานของผมนั่นแหละ)
การสร้าง Passion ให้กับตัวเองจึงเป็นฐานสำคัญในการทำงานใดๆ ถ้าเราหาเจอว่างานที่เราทำนั้นมีอะไรให้เราได้ “ลุ่มหลง” แล้วล่ะก็ เราก็จะทุ่มเทอุทิศตนในการทำสิ่งนั้นๆ ได้อยู่เรื่อยๆ การที่ผมเขียนบล็อกได้ทุกๆ วันส่วนหนึ่งก็เพราะผมรักในสิ่งที่ผมเขียน เพราะยิ่งผมเขียนมากเท่าไร มันก็ทำให้ผมได้รู้สึกว่าตัวเองเรียนรู้อะไรบางอย่างใหม่ๆ อยู่เสมอ การที่ผมจะเขียนบล็อกบางบล็อกนั้น ผมต้องอ่านหนังสือและหาข้อมูลมาเขียน มันทำให้ผมได้ฝึกความคิดไปด้วยอยู่ตลอดเวลา ผมเชื่อว่ากระบวนการนี้มันทำให้ผมได้เติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งนั่นทำให้ผมหลงรักมันนั่นแหละ
นอกจากนั้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญมากคือการให้เกียรติการงานที่ทำ คำว่าให้เกียรติที่ว่านี่คือให้เกียรติทั้งตัวเอง ตัวงาน และคนที่เสพงาน ตอนที่ผมนึกถึงเรื่องนี้นั้น ผมหวนคิดถึงคำครูที่สอนผมตอนเรียนละครเวทีว่าเราทำงานใดๆ ก็ตาม เราต้องเคารพคนดู ต้องไม่ดูถูกคนดูเป็นอันขาด ผมเชื่อเสมอว่าบล็อกที่ผมเขียนไปจะมีบทบาทกับชีวิตคนอ่านในทางใดก็ทางหนึ่ง นั่นทำให้ผมต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ผมเขียนเป็นอย่างมาก
พอเป็นแบบนี้ มันเลยทำให้ผมชัดเจนมากว่าบล็อกนี้จะไม่ใช่บล็อกที่ผมจะเอามาสร้างรายได้ด้วยการขายโฆษณาหรือรับรีวิวต่างๆ นานาแบบที่บล็อกเกอร์บางคนในตลาดทำกัน อันที่จริงสมัยผมเขียนบล็อกแรกๆ ผมก็เคยคิดเหมือนกันว่าอยากหารายได้ อยากตักตวงโอกาสที่มีอยู่มากมายในตลาดตอนนี้ (ยิ่งผมทำงานเอเยนซี่ ผมยิ่งรู้ว่าเม็ดเงินในวงการนี้มันมากแค่ไหน) ซึ่งแน่นอนว่าผมเองก็เคยรับงานแบบนี้อยู่เหมือนกัน แต่หลังจากผลคิดทบทวนหลายๆ อย่างแล้ว ผมก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่าผมจะไม่รับงานในบล็อกนี้เด็ดขาดเพราะผมต้องให้เกียรติผู้อ่านทุกคนที่เข้ามาติดตาม (จนถึงวันนี้ ผมไม่ได้รับงานประเภทนี้มากว่าปีครึ่งแล้ว) ประกอบกับความเชื่อหลายๆ อย่างของผมเช่น Marketing Transparency หรือ Blogger Ethic ด้วย
หลายคนถามผมว่าทำไมผมไม่หาเงินจากบล็อกนี้เพราะถ้าทำป่านนี้ผมก็คงรวยไปแล้ว (สถิติเว็บนี้ผมเชื่อว่าไม่ได้เป็นรองบล็อกทั่วไปในตลาด หรืออาจจะมากกว่าบางเว็บเสียด้วยซ้ำ) แต่ผมมานั่งคิดแล้ว สิ่งที่สำคัญกับผมมากคือเกียรติของตัวเองและงานที่ทำซึ่งนั่นนำมาซึ่งความเชื่อถือที่หลายๆ คนติดตามผมมาตลอด และผมเลือกจะไม่ทำลายมันเพียงเพราะผลประโยชน์ทางธุรกิจ
แน่นอนว่านั่นทำให้ทุกวันนี้ผมภูมิใจกับสิ่งที่ผมทำ เพราะมันคือบทพิสูจน์ความเชื่อของผม โดยไม่รู้สึกเสียดายรายได้เลยแม้แต่น้อย
4. อย่าหยุดคิด อย่าหยุดที่จะเรียนรู้
อย่างที่ผมบอกไป ความสนุกของผมในการเขียนบล็อกมาตลอดคือการที่ทำให้ผมไม่หยุดที่จะเรียนรู้ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันอาจจะเป็นอุบายของผมเองด้วยที่ทำให้ผมบังคับตัวเองอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา ขยันหาอะไรใหม่ๆ มาเติมให้ตัวเองตลอด
การเขียนบล็อกมันก็คือเหมือนกับการเขียนตำราประเภทหนึ่ง (เพียงแต่มันไม่ได้เป็นตำรา) ซึ่งคนเขียนเองก็จำเป็นที่จะต้องพยายามเกลาความรู้ตัวเองให้แหลมคมที่สุดเพื่อจะได้ถ่ายทอดออกมาให้ถูกต้องที่สุด สำหรับผมเอง ทุกวันนี้ผมอาจจะเป็นคนที่อ่านและลองทำ Digital Marketing / Content Marketing เยอะมากคนหนึ่ง แต่ผมก็ยังคิดเสมอว่ามันยัง “ไม่พอ” อยู่ดี ผมยังต้องเรียนรู้และอ่านอะไรอีกมากมายพร้อมกับการบ้านในทุกๆ วันว่าจะหยิบสิ่งเหล่านี้มาเล่าให้คนอื่นฟังได้อย่างไร ทำอย่างไรให้มันเข้าใจง่าย ทำอย่างไรให้มันน่าติดตาม สิ่งเหล่านี้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ทำให้สมองของผมไม่หยุดยิ่ง (จนหลายๆ คนมักถามว่าไม่เหนื่อยบ้างหรือไง)
สำหรับผมแล้ว ทรัพยากรที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์คือสมองที่สามารถพัฒนาต่อยอดความรู้ตัวเองได้ไม่มีที่สิ้นสุด คำถามคือเราจะอยากให้มันสิ้นสุดแค่ไหนต่างหาก ตัวผมวันนี้กับ Digital Marketing นั้นยังเป็นเหมือนกระดาษคำตอบที่เหลือที่ให้ขีดเขียนและทดลองอีกมหาศาล ผมเชื่อว่าเรื่องการตลาดดิจิทัลนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่เราจะเอาสิ่งที่พูดกันวันนี้มาบอกว่าเป็นคำตอบสุดท้ายได้ (นั่นทำให้ผมไม่เคยคิดว่าใครคือ Digital Guru ในวันนี้) และหน้าที่ของนักการตลาดที่ดีคือการหาคำตอบไปเรื่อยๆ โดยอย่าหยุดนั่นแหละ
พอเป็นเช่นนี้ ผมจึงมีเรื่องมาเล่า มีเรื่องมาแลกเปลี่ยนในบล็อกอยู่เสมอ ผมมองว่ามันคือการเรียนรู้ไปด้วยกันทั้งตัวผมเองและผู้อ่านด้วย ซึ่งการเดินทางในการเรียนรู้นี้ก็คงจะอีกยาวนานเลยทีเดียวชียวแหละ
5. วางแผนระยะยาว และ Optimize อยู่เสมอ
ข้อนี้อาจจะเป็นเรื่องเทคนิคเสียหน่อย เพราะการเขียนบล็อกใช่ว่าคอนเทนต์ดีแล้วจะเวิร์คไปเสียทุกอย่าง หลายๆ ครั้งที่เราพบว่าคอนเทนต์ดีแต่ทำไมไม่มีคนอ่าน ซึ่งผมก็มักจะบอกเสมอว่าๆ ต่อให้คุณมีเรื่องราวดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีใครเจอคน มันก็จะเงียบๆ อยู่อย่างนั้นแหละ
การ Optimize ที่ว่าคือการที่ผมเรียนรู้จากการเขียนบล็อกว่าทำอย่างไรที่บล็อกของผมจะสามารถสร้างโอกาสให้ตัวเองได้มากที่สุด ทั้งนี้เพราะผมเองก็เชื่อว่าสิ่งที่ผมเขียนไปในแต่ละวันนั้นมีดีมากพอที่คนจะอ่าน จากนั้นผมก็ลองเอามันมาวางแผนเช่นการซื้อโฆษณา การโปรโมตผ่าน Social Media รวมไปถึงเทคนิคอื่นๆ ที่ผมใช้ผสมผสานเพื่อจะวางรากฐานระยะยาวว่าบล็อกนี้จะมี “วิถี” ที่จะโตขึ้นไปเรื่อยๆ ในอนาคต
สำหรับหลายๆ คนแล้ว การทำคอนเทนต์บนเว็บหรือบล็อกน่าจะหวังพึ่งพลังจาก SEO เป็นสำคัญ แต่เชื่อไหมครับว่า Traffic ของผมส่วนใหญ่มากจาก Social Media เป็นหลัก และนั่นไม่ใช่เหตุบังเอิญ หากแต่เป็นสิ่งที่ผมวางแผนระยะยาวเอาไว้นานแล้ว มันไม่ใช่เพิ่งเกิดหากแต่ผมวางรากฐานบล็อกนี้ไว้อยู่กว่า 1 ปีแล้ว (เหมือนกับที่ผมวางแผนให้กับลูกค้านั่นแหละ)
ฉะนั้นแล้ว ถ้าใครจะสร้างบล็อกหรือโปรเจคอะไรแล้วล่ะก็ ไม่ใช่ว่าคุณก้มหน้าก้มตาทำไปเรื่อยอย่างเดียว สิ่งที่จำเป็นมากคือการที่คุณทบทวนแผนตัวเองอยู่เสมอว่าที่คุณทำนั้นตอบเป้าหมายที่คุณวางไว้หรือไม่ แผนของคุณเป็นอย่างไร ทุกอย่างจะร้อยต่อเป็นอนาคตของคุณอย่างไร
นั่นคือสิ่งที่ผมทำอยู่เสมอในช่วง 1 ปีกว่านี่แหละครับ (ช่วงแรกๆ ผมเขียนบล็อกไปเรื่อยเปื่อย ขอไม่นับแล้วกันฮะ)
5 ข้อนี้คงเป็นเรื่องหลักๆ ที่ผมขอเอามาเล่ากันวันนี้ อันที่จริงมันไม่ใช่เรื่องของการเขียนบล็อกอย่างเดียว สำหรับผมแล้ว สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแม่แบบความคิดและบทเรียนชีวิตของผมอีกด้วย เลยขอหยิบมาเล่าให้ฟังกัน ชอบไม่ชอบก็บอกกันได้นะครับ ^^
ที่มา nuttaputch.com
หลังจากคุณอ่านบทความข้างบนจบแล้ว คงจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย โดยส่วนตัวผมเอง ใช้บทความข้างต้น เป็นแนวทางในการบริหารจัดการบล็อค www.okyoutime.blogspot.com และบล็อค www.okyoulike.blogspot.com รวมถึงบล็อค www.oklitup.blogspot.com อาจมีการปรับใช้เพื่อความเหมาะสมบ้าง ขอบคุณ ที่มา nuttaputch.com
หลังจากคุณอ่านบทความข้างบนจบแล้ว คงจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย โดยส่วนตัวผมเอง ใช้บทความข้างต้น เป็นแนวทางในการบริหารจัดการบล็อค www.okyoutime.blogspot.com และบล็อค www.okyoulike.blogspot.com รวมถึงบล็อค www.oklitup.blogspot.com อาจมีการปรับใช้เพื่อความเหมาะสมบ้าง ขอบคุณ ที่มา nuttaputch.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

